วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แนะนำ บ้านหล่าย แบตเตอรี่ จะเปิดบริการ เร็วนี้ครับ

 
แบตเตอรี่ สำหรับ รถเก๋ง แบบแห้ง
 
แบตเตอรี่ สำหรับ รถกระบะ(ปิคอัพ)  แบบแห้ง
 
แบตเตอรี่ สำหรับรถเก๋ง  แบบเติมน้ำ
 
แบตเตอรี่ สำหรับรถกระบะ(ปิคอัพ) หรือ 6 ล้อ  แบบเติมน้ำ
 แบตเตอรี่ 6 ล้อ 10 ล้อ แบบเติมน้ำ
แบตเตอรี่ สำหรับ มอเตอร์ไซร์ (รถเครื่อง)
 
แบตเตอรี่ ยี่ห้อ จี เอส (GS)
 
แบตเตอรี่ ยี่ห้อ 3 เค  (3K)
 
 
 
 
 

แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม มีสาเหตุและสังเกตุดูได้อย่างไร?


แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม มีสาเหตุและสังเกตุดูได้อย่างไร?

แบตเตอรี่ที่มีขายทั่วไปในท้องตลาดปกติมีอายุการใช้งานประมาณ 1.5 ถึง 2.5 ปี ประสิทธิภาพจะลดลงหรือเสื่อมไปเลย แต่ก็มีไม่น้อยที่แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม ก่อนเวลาอันสมควร และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมและจะมีวิธีสังเกตุอย่างไรว่าแบตเตอรี่ของรถเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพแล้ว

สาเหตุที่ทำให้ แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม ก่อนกำหนด

1. Under Charging ทำให้แบเตอรี่รถยนต์เสื่อม จากการประจุไฟที่น้อยเกินควร อาจเนสาเหตุให้ :

-แบตเตอรี่ประจุไฟได้ยาก จากการเกิดคราบขาวที่แผ่นธาตุ

-แผ่นธาตุเสื่อมสภาพ

2. Over Charging ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จากการประจุไฟที่มากเกินไป อาจเป็นสาเหตุให้:

              -น้ำกลั่นแปรสภาพเป็นแก๊สมากทำให้ระดับน้ำกลั่นลดลง

             -แผ่นธาตุเสื่อมเนื่องจากอุณหภูมิสูงขึ้น

             -ทำให้ผงตะกั่วเกิดการสึกกร่อนจากแผ่นธาตุ

             -แผ่นธาตุงอโค้ง

             -ลดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่

3. Short Circuit ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จากการลัดวงจรในช่องแบตเตอรี่ อาจเป็นสาเหตุให้ :

       -เกิดตะกอนที่อยู่ส่วนล่างของหม้อแบตเตอรี่

      -เกิดจากการแตกหักหรือการเสื่อมสภาพของแผ่นกั้นระหว่างแผ่นธาตะบวก และแผ่นธาตุลบ

4. ปัญหาจากระบบไฟในรถ ทำให้ แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จากอาจเป็นสาเหตุให้:

      -ใช้อุปกรณ์เสริมมากเกินไป ทำให้กำลังไฟไม่พอ เช่น ระบบเครื่องเสียง, ไฟตัดหมอก ฯลฯ

      -การเปลี่ยนแปลงขนาดของแบตเตอรี่

      -การลัดวงจรของสวิทซ์ไฟต่างๆ ในรถ

      -ประสิทธิภาพการทำงานของไดชาร์จไม่เต็มที

5. Impurity ทำให้ แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จากการมีสารอันตรายปะปนในหม้อแบตเตอรี่ เกิดจาก :

      - ใช้น้ำกรดไม่ได้คุณภาพ

      -น้ำกลั่นที่เติมลงไปไม่บริสุทธิ์

6. Sulfation ทำให้ แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จากการเกิดซัลเฟตสีขาวเกาะติดอยู่ที่บริเวณแผ่นธาตุ เกิดจาก:

       -ปล่อยทิ้งแบตเตอรี่ไว้นานๆ โดยไม่นำไปใช้

      -การประจุไฟที่น้อยเกินไป (Under Charging)

       -แผ่นธาตุโผล่พ้นระดับน้ำกรด

ข้อสังเกตด้วยตัวเองเมื่อ แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม

เครื่องยนต์เริ่มสตาร์ทติดยาก

ไฟหน้าไม่ค่อยสว่าง

ระบบกระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง

ระบบไฟฟ้าในรถทำงานผิดปกติ

 

 

การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ ให้ทนทานและคุ้มค่าที่สุด

ไม่ว่าแบตเตอรี่ที่ใช้จะเป็นแบบแห้งหรือแบบที่ต้องเติมน้ำกลั่นก็ควร การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์มีการตรวจเช็คเดือนละครั้งเป็นอย่างน้อยหรือตอนที่เปิดฝาประโปรงก็ควรตรวจเช็คมันก็ดูๆมอง มันบ้าง เพราะมันก็ไม่ได้ใช้เวลามากมายอะไรในการตรวจเช็ค โดยดูแลสภาพภายนอกในส่วนที่สัมผัสได้คือ

การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ให้ทนทานและคุ้มค่าที่สุด

1.  ตรวจสอบสภาพภายนอกของแบตเตอรี่

     การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ อย่าให้มีรอยแตกร้าว เพราะจะทำให้แบตเตอรี่
       จะไม่เก็บประจุไฟฟ้าการบวมหรือเสียรูปของแบตเตอรี่ เกิดจากความร้อน
       หรือการประจุไฟเกินหรือการระบายแรงดันไม่ดี แบตแตกร้าว ต้องดูว่ามี
       ร่องรอยการซึมออกมาของกรดหรือของเหลวที่บรรจุภายในหรือเปล่า ใน
       จุดที่ไม่ใช่รูระบายอากาศ หรือช่องหายใจ เช่น ตามขอบ ฝาครอบ หรือ
       ความเสียหายของแบตเนื่องจากการประจุแรง ระบายแรงดันภายในไม่ทัน 
       หรือแม้แต่การัดของตัวยึดที่แน่นเกินไปขยับดูตัวแบตเตอรี่ว่าติดกับฐาน
       แน่นพอดีหรือไม่ เอาแค่ดึงมือเพราะการขันตัวล็อคให้แน่นเกินไป โดย
       เฉพาะชนิดที่เป็นเหล็กพาดผ่านตัวแบตนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของแบตเตอรี่
       บวมหรือแตกร้าวได้

2.  ดูแลขั้วแบตเตอรี่ให้สะอาดเสมอ

      การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ ถ้ามีคราบเกลือหรือสกปกรกเกิดขึ้นให้ทำความ
      สะอาด ขยับดูขั้วแบตเตอรี่ว่าแน่นดีหรือไม่ ถ้าขยับได้คขันให้แน่นเช็คว่า
      ขั้วของแบตเตอรี่สกปรกหรือมีขี้เกลือเกาะติดหรือเปล่า กรณีที่ติดตั้งครั้ง
      แรกควรซื้อแผ่นรองขั้วแบตที่ชุบสารหล่อลื่นไส่ที่ขั้วแบตตั้งแต่แรก  แต่ถ้า
      ขั้วแบตสกปรกก็ควรทำความสะอาดด้วยการใช้น้ำอุ่นถึงร้อนค่อยๆ เทราด
      ลงไปที่ขั้วแบตแล้วใช้แปรงสีฟันเก่าขัดจนขั้วสะอาด จากนั้นเช็คให้แห้ง  
      แล้วใช้จาระบีหรือวาสลีนทาบางๆให้ทั่วที่ขั้วแบตเตอรี่

 

3.  ตรวจสภาพของระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่

      การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ ตรวจระดับน้ำกลั่นให้ได้ตามระดับที่กำหนดใน
      แบตเตอรี่ ถ้าเป็นแบตชนิดที่ต้องเติมน้ำกลั่นควรเช็คและเติมน้ำกลั่นให้อยู่
      ในช่วงระดับ ไม่ควรให้ระดับน้ำกลั่นต่ำกว่าขีดล่างสุด มากกว่า 5มม.หรือ
      ครึ่งซม. แม้ว่าระดับดังกล่าวของเหลวยังคงสูงกว่าแผ่นธาตุแต่ถ้ารถเอียง
      หรือทางลาดชันจะทำให้ระดับของเหลวไม่ท่วมแผ่นธาตุ และไม่ควรเติม
      สูงเกินไป จะทำให้ขั้วแบตสกปรกจากขี้เกลือเร็วขึ้นมาก

4.  ตรวจเช็คระบบไฟชาร์จของอัลเตอร์เนเตอร์

ระบบไฟชาร์จต่ำหรือสูงไปไหม ถ้าต่ำไปจะมีผลทำให้กำลังไฟไม่พอใช้ในขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ หรือถ้าสูงไปจะทำให้น้ำกรดและน้ำกลั่นอยู่ภายในเดือดและระเหยเร็ว

5.  ช่วงที่มีอากาศหนาวหรืออุณหภูมิต่ำ

   ประสิทธิภาพการแพร่กระจายของน้ำกรดและน้ำกลั่นจะด้อยลง เพราะ
     ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้กระแสไฟมากๆ ขณะอากาศเย็น

6.  ควรศึกษาถึงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

อุปกรณ์เสริมที่ใช้กำลังไฟเยอะ เช่น ระบบเครื่องเสียง ไฟตัดหมอก ฯลฯ ให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่และไดชาร์จ เพื่อที่จะให้วงจรการไหลของไฟฟ้าเป็นไปด้วยดี

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การตรวจสอบดูแลระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่


การตรวจสอบดูแลระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่

  เป็นสิ่งหนึ่งที่จำเป็นในเรื่องของการดูแลรักษาแบตเตอรี่ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูสุด และเป็นการยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นด้วย

การดูแลระดับน้ำกรดของแบตเตอรี่นั้นเราไม่ควรปล่อยให้ระดับน้ำกรดลดลงไปเยอะหรือจนแห้ง ซึ่งจะมีผลทำให้แบตเตอรี่มีกำลังไฟไม่พอที่จะใช้งานได้ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นทำให้แบตเตอรี่เสียได้เลย อันเนื่องมาจากสาเหตุแผ่นธาตุไหม้ ซึ่งถ้าระดับน้ำกรดลดลงไปก็จะส่งผลทำให้แอมป์ในแบตลดลงไปด้วยหรือภาษาชาวบ้านก็คือไฟหมด ไฟไม่พอ ทำให้ไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้เพราะกำลังไฟในแบตลดลงนั้นเอง และต้องนำมาอัดไฟเพิ่มเข้าไปใหม่เพื่อให้แบตฯมีกำลังพอให้กลับมาใช้งานได้ใหม่อีกครั้ง แต่อาจส่งผลกับระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่ในระยะยาวอาจทำให้อายุการใช้งานสั้นลงไปบ้างได้ ยิ่งถ้าเราปล่อยให้ระดับน้ำกรดในแบตแห้งลงไปก็จะทำให้แผ่นธาตุไหม้ทำให้แบตเตอรี่เสียอย่างถาวรไม่สามารถอัดไฟเข้าไปใหม่ให้กลับมาใช้งานได้อีก

 การดูแลสำหรับแบตเตอรี่ชนิดเติมน้ำกลั่นหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าแบตน้ำ นั้นเราควรตรวจดูระดับน้ำกรดเป็นประจำทุกๆสัปดาห์หรือไม่ควรเกินทุกๆ 2 สัปดาห์ ส่วนสำหรับแบตเตอรี่ชนิดพร้อมใช้หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่าแบตแห้ง เราควรตรวจดูระดับน้ำกรดทุกๆ 5-6 เดือน(และต้องเป็นแบตพร้อมใช้ชนิดที่สามารถเติมน้ำกลั่นได้เท่านั้น) วิธีเติมและตรวจสอบระดับน้ำกรด ควรเติมด้วยน้ำกลั่นเท่านั้นให้อยู่ในระดับคอล่างของแต่ละช่องที่ยืดลงไป และไม่ควรเติมเยอะกว่าคอล่างจะทำให้เวลาเดือดน้ำกลั่นจะระเหยล้นออกมา และขึ้นขี้เกลือ เกิดความสกปรกกับห้องเครื่องยนต์นั้นเอง วิธีการตรวจสอบดูก็คือคอยตรวจดูเป็นประจำตามแต่ชนิดแบตเตอรี่ที่ใช้ว่าเป็นแบตชนิดเติมน้ำกลั่นหรือชนิดพร้อมใช้ ถ้าระดับน้ำกรดลดลงไปกว่าคอล่างก็ให้เราเติมน้ำกลั่นลงไปให้ได้ระดับคอล่างของแต่ละช่องทุกๆช่องนั้นเอง

PREMIUM GOLD SMF คุ้มค่าเกินราคา ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย แบตชนิดแห้ง


แบตเตอรี่ FB ไฮบริด แรงทน ในหนึ่งเดียว PREMIUM HYBRID ชนิดเติมน้ำกลั่น


แบตเตอรี่ ที่เหมาะสมกับ รถแต่ละประเภท


 
   
FB รุ่น HYBRID ไฮบริด
 
HYBRID ไฮบริด ทนทาน สู้งานหนัก 
 
                    
  
รุ่นไฮบริด (HYBRID)เป็นแบตเตอรี่ที่มีส่วนผสมของตะกั่วผสมแคลเซียมในโครงแผ่นธาตุ (-) และ ส่วนผสมระหว่างตะกั่วกับพลวงต่ำในโครงแผ่นธาตุบวก (+) ทำให้อายุการใช้งานทนทานและไฟแรง และกินน้ำกลั่นน้อยกว่าแบตเตอรี่รุ่นมาตรฐาน ในการใช้งานจริงจึงสามารถเติมน้ำกลั่นทุกๆ 15,000 กิโลเมตร. ในภาวะที่ใช้งานหนัก (Heavy Duty) เช่น รถบรรทุก, รถโดยสาร และรถรับจ้าง รถอ๊อฟโรดอายุการใช้งาน ยาวนานการใช้งานทนทาน และยาวนานกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป ประมาณ 25% โดยการออกแบบพิเศษสำหรับ
  • · แผ่นธาตุใหม่ New F-Type Element
  • · ชุดโครงแผ่นธาตุ ใช้ตะกั่วที่มีส่วนผสมพิเศษ สำหรับผลิตโครงแผ่นธาตุ
  • สิ้นเปลืองน้ำกลั่นน้อยกว่าประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อย เพราะใช้แผ่นธาตุชนิดใหม่ N F-Type Element ซึ่งใช้เทคโนโลยี ประสิทธิภาพสูงจากประเทศญี่ปุ่น
  • · สามารถตรวจเช็คปริมาณน้ำกลั่นตามระอบการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ ที่ประมาณ 10,000 - 15,000 กม.เก็บไฟสำรองได้นานกว่าเก็บกำลังไฟสำรองไว้สตาร์ทรถยนต์ แม้ไม่ได้ใช้รถยนต์เป็นเวลานาน เพราะเทคโนโลยีใหม่ New F-Type Element มีอัตราการคายไฟด้วยตัวเองต่ำ จึงสามาถเก็บไฟไว้ได้นานกว่า แบตเตอรี่ทั่วไปกำลังการสตาร์ทสูงกว่าจากส่วนผสมของแคลเซี่ยม (Ca) ในตะกั่วที่ใช้ผลิตโครงแผ่นธาตุ โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่น และแผ่นกั้น (Seperator) ที่มีความต้านทานต่ำ ทำให้ประสิทธิภาพในการสตาร์ทเครื่องยนต์สูงกว่าแบตเตอรี่อื่นๆ ในขนาดที่เท่ากัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพิเศษของฟูรูกาวาเหมาะสมกับสภาพอากาศแบบร้อน
 
ไฮบริดแบตเตอรี่ ผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับสูง (High Temp Resistance Performance) จาก FB เพื่อให้ได้แบตเตอรี่ ที่มีคุณสมบัติ เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพภูมิอากาศแบบร้อน เช่นประเทศไทยเหมาะสมกับรถยนต์แต่ละประเภทด้วยการออกแบบโดยวิศวรผู้เชี่ยวชาญ ผสมผสานกับเทคโนโลยีอันเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก เพื่อให้ได้แบตเตอรี่ ที่เหมาะสมกับการใช้งานของรถยนต์แต่ละประเภท

ไฟแบตเตอรี่หมดน้ำกลั่นแห้งไวกว่าปกติ


ไฟแบตเตอรี่หมดน้ำกลั่นแห้งไวกว่าปกติ

 ปัญหาอันเนื่องมาจากไดชาร์จ ทำงานไม่ปกติ ควรรู้ คือ


ผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่มักมองข้ามปัญหาอันเนื่องมาจากไดชาร์จทำงานผิดปกติซึ่งผู้ใช้รถยนต์มักจะมองว่าปัญหาเกิดจากแบตเตอรี่จริงๆแล้วไม่ใช่และมักทำให้ผู้ใช้รถยนต์เข้าใจผิดหรือไม่เข้าใจโดยมุ่งแต่ว่าปัญหาเกิดจากแบตเตอรี่เสีย และเมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ก็จะเกิดปัญหาเดิมๆตามมาอีกนั้นเอง ฉะนั้นผู้ใช้รถยนต์ควรทำความเข้าใจว่าไดชาร์จมีส่วนสำคัญมากกับระบบไฟของรถยนต์และไฟของแบตเตอรี่เช่นกันปัญหาที่เกิดจากไดชาร์จอาจเกิดได้ทั้งจากไดชาร์จ ชาร์จไฟเข้าเกิน ชาร์จไฟต่ำ ชาร์จไฟไม่พอ หรือไดร์ไม่ชาร์จก็เป็นได้ โดยไดชาร์จ รถยนต์ มีผลกับเรื่องของไฟในแบตเตอรี่ หรือน้ำกลั่น มาก คือ
  •  ถ้าไดชาร์จ ชาร์จไฟไม่พอชาร์จต่ำกว่า 13.30 จะทำให้แบตเตอรี่ไฟหมดได้ครับ ในระยะเวลา 3 - 6 เดือนหรือมากกว่านั้น สาเหตุก็อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งไดชาร์จสกปรก ไดชาร์จเสื่อมสภาพ เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ
  • ถ้าไดชาร์จ ชาร์จไฟแรงเกินชาร์จสูงกว่า 14.50 จะทำให้น้ำกลั่นในแบตเตอรี่เดือด และทำให้น้ำแห้งไว เป็นสาเหตุให้แบตเตอรี่เสียไว
 ผู้ใช้รถยนต์สามารถนำรถยนต์ของท่านมาให้ ร้านตรวจเช็ค ไดชาร์จได้  ถ้าเกิดปัญหา ไดชาร์จควรไปซ่อมแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยด่วน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาการใช้รถยนต์ของท่านได้ทุกเวลา

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เมื่อไหร่ จะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่


เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์กันเมื่อใด (เผื่อเวลาไว้ ก่อนมีปัญหา)
  • ใช้งานมานานกว่า 1.5 - 2 ปี
  • ไฟหน้าไม่สว่างเหมือนเช่นเคย
  • กระจกไฟฟ้าทำงานไม่เหมือนเดิม (ช้าลง)
  • ในตอนเช้า เครื่องยนต์สตาร์ท ติดยาก (รอบของเครื่องยนต์ไม่พอเพียง)
  • ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยครั้ง (ตรวจ Checked Alternator for Voltage)
เปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ ที่มีกำลังมากขึ้น (สำหรับทำหน้าที่หลายอย่าง)
  • เมื่อมีการเพิ่มปริมาณไฟฟ้าส่องสว่างและติดเครื่องเสียงเพิ่มขึ้น
  • ใช้รถเฉพาะกลางคืนและเปิดไฟส่องสว่างเป็นเวลานานๆๆ
  • เปิดแอร์เป็นเวลานานๆ
  • ใช้รถทั้งกลางวัน-กลางคืน
  • ใช้เครื่องมือสื่อสาร
  • ใช้รถน้อย (จอดรถไว้เป็นเวลาหลายวัน) หรือใช้รถเฉพาะวันหยุด

อาการของแบตเตอรี่รถยนต์และแนวทางการป้องกัน
                       ·  ไฟอ่อนหรือไฟหมด (วัดถพ.น้ำกรดทุกช่องต่ำกว่า1.250 / วัดไฟ ไม่ถึง 1
                  2.4 โวลท์)ห้ามเปลี่ยนถ่ายน้ำกรด เปิดไฟทิ้งไว้นาน อัดไฟ ด้วยกระแส
                  5-10 แอมป์ จนเกิดฟองก๊าซอย่างเพียงพอ (วัด ถพ.น้ำกรดได้ 1.250 ทุกช่อง
                  /วัดไฟเต็ม 12.4 โวลท์)
                       ·   ตรวจดู และ ปิดสวิทช์ไฟ ทุกครั้งหลังดับเครื่อง
                       ·   ไม่ได้ใช้แบตเตอรี่นาน ติดเครื่องยนต์อย่างน้อย อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง
                       ·   ไฟรั่วลงดิน ตรวจระบบไฟฟ้า และสายไฟ ตรวจระบบไฟฟ้าภายในรถยนต์
                   ทุกๆ 6 เดือน
                       ·  ไดชาร์ทรถยนต์ชำรุด หรือไม่ทำงาน ซ่อมไดชาร์ทรถยนต์ พร้อมกับอัดไฟ
                  แบตเตอรี่
                       ·   ขั้วต่อแบตเตอรี่ไม่แน่น หรือชำรุด ถอด ทำความสะอาด ด้วยน้ำร้อน ทาวาสลีน
                  หรือเปลี่ยนขั้วใหม่ ดูแลแบตเตอรี่ ให้สะอาดเสมอ
                       ·   กำลังไฟแบตเตอรี่ ไม่พอเพียง ชาร์จไฟ ด้วยกระแส 5-10 แอมป์ จนเกิด
                  ฟองอากาศอย่างเพียงพอ ลดอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้า ในรถยนต์ลง หรือเปลี่ยนแบตเตอรี่
                  ที่มีกำลังไฟมากขึ้นตามกำลังเครื่องยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ติดตั้ง
                       ·   ชาร์จไฟไม่เต็ม ชาร์จไฟใหม่ ตรวจดูฟองก๊าซในระหว่างอัดไฟ (ถพ.1.250,
                  วัดไฟ 12.4โวลท์) แบตเตอรี่เสื่อม เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่