วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม มีสาเหตุและสังเกตุดูได้อย่างไร?


แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม มีสาเหตุและสังเกตุดูได้อย่างไร?

แบตเตอรี่ที่มีขายทั่วไปในท้องตลาดปกติมีอายุการใช้งานประมาณ 1.5 ถึง 2.5 ปี ประสิทธิภาพจะลดลงหรือเสื่อมไปเลย แต่ก็มีไม่น้อยที่แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม ก่อนเวลาอันสมควร และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมและจะมีวิธีสังเกตุอย่างไรว่าแบตเตอรี่ของรถเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพแล้ว

สาเหตุที่ทำให้ แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม ก่อนกำหนด

1. Under Charging ทำให้แบเตอรี่รถยนต์เสื่อม จากการประจุไฟที่น้อยเกินควร อาจเนสาเหตุให้ :

-แบตเตอรี่ประจุไฟได้ยาก จากการเกิดคราบขาวที่แผ่นธาตุ

-แผ่นธาตุเสื่อมสภาพ

2. Over Charging ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จากการประจุไฟที่มากเกินไป อาจเป็นสาเหตุให้:

              -น้ำกลั่นแปรสภาพเป็นแก๊สมากทำให้ระดับน้ำกลั่นลดลง

             -แผ่นธาตุเสื่อมเนื่องจากอุณหภูมิสูงขึ้น

             -ทำให้ผงตะกั่วเกิดการสึกกร่อนจากแผ่นธาตุ

             -แผ่นธาตุงอโค้ง

             -ลดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่

3. Short Circuit ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จากการลัดวงจรในช่องแบตเตอรี่ อาจเป็นสาเหตุให้ :

       -เกิดตะกอนที่อยู่ส่วนล่างของหม้อแบตเตอรี่

      -เกิดจากการแตกหักหรือการเสื่อมสภาพของแผ่นกั้นระหว่างแผ่นธาตะบวก และแผ่นธาตุลบ

4. ปัญหาจากระบบไฟในรถ ทำให้ แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จากอาจเป็นสาเหตุให้:

      -ใช้อุปกรณ์เสริมมากเกินไป ทำให้กำลังไฟไม่พอ เช่น ระบบเครื่องเสียง, ไฟตัดหมอก ฯลฯ

      -การเปลี่ยนแปลงขนาดของแบตเตอรี่

      -การลัดวงจรของสวิทซ์ไฟต่างๆ ในรถ

      -ประสิทธิภาพการทำงานของไดชาร์จไม่เต็มที

5. Impurity ทำให้ แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จากการมีสารอันตรายปะปนในหม้อแบตเตอรี่ เกิดจาก :

      - ใช้น้ำกรดไม่ได้คุณภาพ

      -น้ำกลั่นที่เติมลงไปไม่บริสุทธิ์

6. Sulfation ทำให้ แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม จากการเกิดซัลเฟตสีขาวเกาะติดอยู่ที่บริเวณแผ่นธาตุ เกิดจาก:

       -ปล่อยทิ้งแบตเตอรี่ไว้นานๆ โดยไม่นำไปใช้

      -การประจุไฟที่น้อยเกินไป (Under Charging)

       -แผ่นธาตุโผล่พ้นระดับน้ำกรด

ข้อสังเกตด้วยตัวเองเมื่อ แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม

เครื่องยนต์เริ่มสตาร์ทติดยาก

ไฟหน้าไม่ค่อยสว่าง

ระบบกระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง

ระบบไฟฟ้าในรถทำงานผิดปกติ

 

 

การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ ให้ทนทานและคุ้มค่าที่สุด

ไม่ว่าแบตเตอรี่ที่ใช้จะเป็นแบบแห้งหรือแบบที่ต้องเติมน้ำกลั่นก็ควร การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์มีการตรวจเช็คเดือนละครั้งเป็นอย่างน้อยหรือตอนที่เปิดฝาประโปรงก็ควรตรวจเช็คมันก็ดูๆมอง มันบ้าง เพราะมันก็ไม่ได้ใช้เวลามากมายอะไรในการตรวจเช็ค โดยดูแลสภาพภายนอกในส่วนที่สัมผัสได้คือ

การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ให้ทนทานและคุ้มค่าที่สุด

1.  ตรวจสอบสภาพภายนอกของแบตเตอรี่

     การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ อย่าให้มีรอยแตกร้าว เพราะจะทำให้แบตเตอรี่
       จะไม่เก็บประจุไฟฟ้าการบวมหรือเสียรูปของแบตเตอรี่ เกิดจากความร้อน
       หรือการประจุไฟเกินหรือการระบายแรงดันไม่ดี แบตแตกร้าว ต้องดูว่ามี
       ร่องรอยการซึมออกมาของกรดหรือของเหลวที่บรรจุภายในหรือเปล่า ใน
       จุดที่ไม่ใช่รูระบายอากาศ หรือช่องหายใจ เช่น ตามขอบ ฝาครอบ หรือ
       ความเสียหายของแบตเนื่องจากการประจุแรง ระบายแรงดันภายในไม่ทัน 
       หรือแม้แต่การัดของตัวยึดที่แน่นเกินไปขยับดูตัวแบตเตอรี่ว่าติดกับฐาน
       แน่นพอดีหรือไม่ เอาแค่ดึงมือเพราะการขันตัวล็อคให้แน่นเกินไป โดย
       เฉพาะชนิดที่เป็นเหล็กพาดผ่านตัวแบตนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของแบตเตอรี่
       บวมหรือแตกร้าวได้

2.  ดูแลขั้วแบตเตอรี่ให้สะอาดเสมอ

      การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ ถ้ามีคราบเกลือหรือสกปกรกเกิดขึ้นให้ทำความ
      สะอาด ขยับดูขั้วแบตเตอรี่ว่าแน่นดีหรือไม่ ถ้าขยับได้คขันให้แน่นเช็คว่า
      ขั้วของแบตเตอรี่สกปรกหรือมีขี้เกลือเกาะติดหรือเปล่า กรณีที่ติดตั้งครั้ง
      แรกควรซื้อแผ่นรองขั้วแบตที่ชุบสารหล่อลื่นไส่ที่ขั้วแบตตั้งแต่แรก  แต่ถ้า
      ขั้วแบตสกปรกก็ควรทำความสะอาดด้วยการใช้น้ำอุ่นถึงร้อนค่อยๆ เทราด
      ลงไปที่ขั้วแบตแล้วใช้แปรงสีฟันเก่าขัดจนขั้วสะอาด จากนั้นเช็คให้แห้ง  
      แล้วใช้จาระบีหรือวาสลีนทาบางๆให้ทั่วที่ขั้วแบตเตอรี่

 

3.  ตรวจสภาพของระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่

      การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ ตรวจระดับน้ำกลั่นให้ได้ตามระดับที่กำหนดใน
      แบตเตอรี่ ถ้าเป็นแบตชนิดที่ต้องเติมน้ำกลั่นควรเช็คและเติมน้ำกลั่นให้อยู่
      ในช่วงระดับ ไม่ควรให้ระดับน้ำกลั่นต่ำกว่าขีดล่างสุด มากกว่า 5มม.หรือ
      ครึ่งซม. แม้ว่าระดับดังกล่าวของเหลวยังคงสูงกว่าแผ่นธาตุแต่ถ้ารถเอียง
      หรือทางลาดชันจะทำให้ระดับของเหลวไม่ท่วมแผ่นธาตุ และไม่ควรเติม
      สูงเกินไป จะทำให้ขั้วแบตสกปรกจากขี้เกลือเร็วขึ้นมาก

4.  ตรวจเช็คระบบไฟชาร์จของอัลเตอร์เนเตอร์

ระบบไฟชาร์จต่ำหรือสูงไปไหม ถ้าต่ำไปจะมีผลทำให้กำลังไฟไม่พอใช้ในขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ หรือถ้าสูงไปจะทำให้น้ำกรดและน้ำกลั่นอยู่ภายในเดือดและระเหยเร็ว

5.  ช่วงที่มีอากาศหนาวหรืออุณหภูมิต่ำ

   ประสิทธิภาพการแพร่กระจายของน้ำกรดและน้ำกลั่นจะด้อยลง เพราะ
     ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้กระแสไฟมากๆ ขณะอากาศเย็น

6.  ควรศึกษาถึงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

อุปกรณ์เสริมที่ใช้กำลังไฟเยอะ เช่น ระบบเครื่องเสียง ไฟตัดหมอก ฯลฯ ให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่และไดชาร์จ เพื่อที่จะให้วงจรการไหลของไฟฟ้าเป็นไปด้วยดี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น